รายงานการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ เศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศของจังหวัดสมุทรปราการ: พลวัตการพัฒนาและการปรับตัวสู่อนาคต

สารบัญเนื้อหา

รายงานการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ เศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศของจังหวัดสมุทรปราการ: พลวัตการพัฒนาและการปรับตัวสู่อนาคต

1. บทนำ: ภูมิรัฐศาสตร์และสัณฐานวิทยาทางพื้นที่ (Geopolitics and Spatial Morphology)

จังหวัดสมุทรปราการ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติของประเทศไทย ด้วยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่บริเวณตอนปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนไหลลงสู่อ่าวไทย จึงทำหน้าที่เสมือน “ปราการด่านหน้า” และประตูสู่การค้าโลกมาตั้งแต่อดีตกาล1 ในบริบทปัจจุบัน สมุทรปราการไม่ได้เป็นเพียงเมืองหน้าด่านทางทะเล แต่ยังได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและระบบลอจิสติกส์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค โดยเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และมีอาณาเขตทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานคร ตลอดจนเชื่อมโยงกับจังหวัดฉะเชิงเทราทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นแกนกลางสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)1

ในด้านสัณฐานวิทยาทางพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการมีเนื้อที่รวมประมาณ 1,004.092 ตารางกิโลเมตร หรือราว 627,557 ไร่ โดยการปกครองส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น 6 อำเภอ 50 ตำบล และ 405 หมู่บ้าน ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง อำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ และอำเภอบางเสาธง1 สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม ปราศจากภูเขา มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านผ่ากลางพื้นที่ และมีโครงข่ายลำคลองกระจายตัวอยู่อย่างหนาแน่นถึง 63 สาย ประกอบด้วยคลองชลประทาน 15 สาย และคลองธรรมชาติ 48 สาย ซึ่งคลองสายหลักที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค ได้แก่ คลองสำโรง คลองสรรพสามิต และคลองพระองค์ไชยานุชิต1

ความหลากหลายทางภูมิประเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 โซนนิเวศวิทยาหลัก ได้แก่ พื้นที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งซึ่งเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำการเกษตรดั้งเดิม พื้นที่บริเวณตอนใต้ใกล้ชายฝั่งทะเลที่มีน้ำทะเลท่วมถึงและมีสภาวะดินเค็มจัดในฤดูแล้งซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการทำป่าจากและป่าฟืน และพื้นที่ราบกว้างใหญ่ทางตอนเหนือและตะวันออกที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำสำหรับการชลประทานและรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติและนิคมอุตสาหกรรม1 การเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมได้รับการสนับสนุนจากทางหลวงสายหลัก เช่น ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (ถนนบางนา-ตราด) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 303 (ถนนสุขสวัสดิ์) รวมไปถึงระบบคมนาคมทางน้ำที่มีท่าเรือสำคัญอย่างท่าเรือคลองด่าน ท่าห้องเย็น และท่าแพขนานยนต์ข้ามฟากเภตรา3

2. โครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคและการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม (Macroeconomic Structure and Industrial Dynamics)

โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรปราการสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของการเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product: GPP) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 มีมูลค่า 641,628 ล้านบาท และขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 660,865 ล้านบาท ในปี 2565 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 3.81 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศไทยทั้งหมด9 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร (GPP Per Capita) อยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศที่ประมาณ 276,841 บาทต่อปี10 ซึ่งบ่งชี้ถึงการกระจุกตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

การครอบงำของภาคอุตสาหกรรมในโครงสร้างเศรษฐกิจนั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง โดยภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการสมทบใน GPP สูงถึงร้อยละ 50.79 ตามมาด้วยภาคบริการที่ร้อยละ 48.55 ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนการสมทบเพียงร้อยละ 0.66 เท่านั้น10 การขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ (จังหวัดขยายตัวร้อยละ 2.0 เทียบกับประเทศร้อยละ 0.9 ในช่วง 5 ปี) สะท้อนถึงเสถียรภาพของฐานการผลิต10

อินโฟกราฟิกแสดงภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของจังหวัดสมุทรปราการ ปี 2565 ประกอบด้วยข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) มูลค่า 660,865 ล้านบาท และกราฟสัดส่วนการพึ่งพาภาคเศรษฐกิจ (อุตสาหกรรม 50.79%, บริการ 48.55%, เกษตรกรรม 0.66%)

หากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในระดับอำเภอ จะพบว่าการกระจายตัวของความมั่งคั่งไม่ได้มีความสม่ำเสมอ แต่เกาะกลุ่มอยู่ในพื้นที่ที่มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ดังที่แสดงในตารางด้านล่าง

อำเภอ ผลิตภัณฑ์มวลรวมอำเภอ (ล้านบาท) รายได้เฉลี่ยต่อหัว (บาท/ปี)
เมืองสมุทรปราการ 87,840 141,307
บางพลี 83,343 131,251
พระประแดง 72,826 99,797
บางเสาธง 43,381 61,311
พระสมุทรเจดีย์ 26,540 43,563
บางบ่อ 14,237 17,644
ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจำแนกตามอำเภอ สะท้อนความเหลื่อมล้ำของการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ6

ปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในอำเภอเมืองและบางพลีอยู่ในระดับสูง คือการเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระดับประเทศ ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุว่า นิคมอุตสาหกรรมบางปู (อำเภอเมือง) มีความหนาแน่นของโรงงานสูงถึง 456 แห่ง ก่อให้เกิดการจ้างงาน 76,420 คน และมีมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึง 105,502 ล้านบาท ในขณะที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลีมีโรงงาน 137 แห่ง จ้างงาน 22,884 คน ด้วยมูลค่าการลงทุน 54,291 ล้านบาท11 นอกจากนี้ ยังมีนิคมอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ที่มีโรงงาน 94 แห่ง มูลค่าการลงทุน 11,000 ล้านบาท ซึ่งเน้นไปที่การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องนุ่งห่ม11 ตลอดจนโครงการในอนาคตอย่างนิคมอุตสาหกรรมอารยะ บนพื้นที่ 1,891 ไร่ ในอำเภอบางบ่อ ซึ่งถูกวางแผนเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ในระยะยาว12

อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตที่หนาแน่นนี้นำมาซึ่งภาระด้านสิ่งแวดล้อมที่ท้าทายอย่างยิ่ง สถิติชี้ให้เห็นว่าในแต่ละวันมีปริมาณน้ำเสียรวมจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่สูงถึง 69,809 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และมีปริมาณวัสดุที่ไม่ใช้แล้วประเภทอันตรายสูงถึง 205,476.89 ตันต่อปี (และมีการขออนุญาตนำออกนอกโรงงานสูงถึง 354,672.95 ตัน ในปี 2563)13 ปริมาณของเสียมหาศาลนี้เป็นปัจจัยกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ซึ่งต้องดูแลประชากรรวมกว่า 2,387,164 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ในระบบการจ้างงาน 1,433,569 คน10 ทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดต้องมุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการมลพิษและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industry)6

3. มรดกทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ความมั่นคง: ป้อมพระจุลจอมเกล้า (Historical Heritage and Security Geopolitics)

ในมิติทางประวัติศาสตร์การทหารและการทูต สมุทรปราการคือเมืองหน้าด่านที่ปกป้องเอกราชและอธิปไตยของชาติ สถานที่ที่สะท้อนถึงบทบาทนี้ได้อย่างแจ่มชัดที่สุดคือ “ป้อมพระจุลจอมเกล้า” หรือป้อมพระจุลฯ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์14 การก่อสร้างป้อมปราการทางน้ำแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในราวเดือนมีนาคม พ.ศ. 2427 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยทรงตระหนักถึงภัยคุกคามจากการแผ่อิทธิพลและการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ (เงินพระคลังข้างที่) ในการจัดสร้างเพื่อบูรณาการการป้องกันพระนครให้มีความมั่นคงทัดเทียมอารยประเทศ14 ป้อมแห่งนี้ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะสถานที่รับรองคณะราชทูตและผู้แทนการค้าต่างชาติที่ต้องรอน้ำขึ้นก่อนเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ17

ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมการทหารในยุคนั้นถูกสะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมของป้อม ซึ่งได้รับการออกแบบให้คล้ายคลึงกับป้อมปืนแบบตะวันตก มีโครงสร้างรูปกระดองเต่าและทางเดินภายในที่ค่อนข้างแคบ เพดานสูงประมาณ 2 เมตร ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดความเสียหายจากการถูกระดมยิง15 นวัตกรรมทางอาวุธที่สร้างชื่อเสียงให้กับป้อมแห่งนี้คือการติดตั้ง “ปืนเสือหมอบ” (Armstrong Guns) จำนวน 7 กระบอก ซึ่งจัดสร้างโดยบริษัท Sir W.G. Armstrong แห่งประเทศอังกฤษ15

ปืนเสือหมอบเป็นปืนใหญ่ขนาด 152/32 มิลลิเมตร (น้ำหนัก 5 ตัน) มีความกว้างรังเพลิง 200 มิลลิเมตร และมีความยาวลำกล้อง 4.864 เมตร (คิดเป็น 32 เท่าของส่วนกว้างปากลำกล้อง) ใช้ระบบเกลียวลำกล้องบิดขวาทวีจำนวน 28 เกลียว สามารถทำการยิงได้ไกลสูงสุดถึง 8,046 เมตร โดยใช้พลประจำปืน 10 นายต่อหลุม (พลประจำปืน 7 นาย และพลกระสุน 3 นาย)15 ความพิเศษของปืนชนิดนี้คือกลไกไฮโดร-นิวเมติกส์ (อากาศ-น้ำมัน) ที่อนุญาตให้ลำกล้องยกขึ้นทำมุมสูงสุด 15 องศาเพื่อทำการยิง และเมื่อยิงเสร็จสิ้น แรงสะท้อนถอยหลังจะทำให้ตัวปืนลดระดับหรือ “หมอบ” ลงไปซ่อนในหลุมทันที เพื่อหลบหลีกการตรวจการณ์และการยิงตอบโต้จากข้าศึก15

ป้อมพระจุลจอมเกล้าได้พิสูจน์ศักยภาพในเชิงประจักษ์ใน “วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112” เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเปิดป้อมและทรงทดลองยิงปืนด้วยพระองค์เองเพียง 2 เดือนเศษ15 ในเหตุการณ์ดังกล่าว กองเรือรบฝรั่งเศสพยายามล่วงล้ำอธิปไตยทางน้ำเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ฝ่ายไทยได้ตัดสินใจใช้ป้อมแห่งนี้ทำการยิงเตือนและสกัดกั้น จนทำให้เรือเยเบเซย์ (J.B. Say) ซึ่งเป็นเรือนำร่องของฝรั่งเศสเกยตื้น15 เหตุการณ์นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย ปัจจุบัน ป้อมพระจุลฯ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฐานทัพเรือกรุงเทพ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2566 ภายในยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 และเป็นที่จอดปลดประจำการของ “เรือหลวงแม่กลอง” ซึ่งเป็นเรือรบประเภทฟริเกตที่ต่อจากประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2479 และมีอายุการประจำการยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทยถึง 59 ปี16

4. อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการผสานกลืนของกลุ่มชาติพันธุ์ (Cultural Identity and Ethnic Assimilation)

ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำและเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำ ทำให้สมุทรปราการกลายเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่มีการอพยพตั้งถิ่นฐานของชนหลากหลายชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มชาวไทย ชาวลาว และชาวไทยเชื้อสายรามัญ (มอญ) การอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ก่อให้เกิดการผสมผสานและทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน18

4.1 ประเพณีรับบัว (Rap Bua Festival)

“ประเพณีรับบัว” หรือที่ชาวบ้านในท้องถิ่นนิยมเรียกว่า “ประเพณีโยนบัว” เป็นประเพณีเก่าแก่และทรงคุณค่าของชาวอำเภอบางพลี ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันขึ้น 13 ค่ำ ถึง 14 ค่ำ เดือน 11 (ช่วงก่อนวันออกพรรษา) ประเพณีนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่มีเอกลักษณ์ “หนึ่งเดียวในโลก” และได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติโดยกระทรวงวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 255519

ปฐมบทของประเพณีนี้หยั่งรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของระบบนิเวศลุ่มน้ำและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ในอดีต ตำบลบางพลีใหญ่ในเป็นพื้นที่ที่มีดอกบัวหลวงเจริญเติบโตตามธรรมชาติอย่างหนาแน่น เมื่อใกล้ถึงเทศกาลออกพรรษา ชาวมอญจากปากลัด (อำเภอพระประแดง) รวมทั้งชาวอำเภอเมืองสมุทรปราการ จะพายเรือรอนแรมมาตามลำคลองเพื่อมาเก็บดอกบัวที่บางพลี นำไปบูชาพระสมุทรเจดีย์และพระพุทธรูปในหมู่บ้านของตน18 ชาวบางพลีเมื่อทราบข่าวจึงได้แสดงน้ำใจโดยการออกไปเก็บดอกบัวเตรียมไว้ให้ล่วงหน้า เมื่อขบวนเรือของชาวมอญซึ่งมักจะมีการร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนานพายผ่านมา ชาวบางพลีก็จะส่งมอบดอกบัวให้ ในยุคแรกเริ่ม การมอบดอกบัวกระทำกันอย่างสุภาพด้วยการส่งมอบมือต่อมือพร้อมพนมมือตั้งจิตอธิษฐาน21 แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป จำนวนผู้เข้าร่วมงานเพิ่มมากขึ้น การส่งมอบจึงค่อยๆ วิวัฒนาการกลายเป็นการ “โยนบัว” จากริมตลิ่งลงสู่เรือ21

ศูนย์กลางแห่งความศรัทธาของประเพณีนี้ผูกพันอย่างแนบแน่นกับ “หลวงพ่อโต” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดบางพลีใหญ่ใน ชาวบ้านมีความเชื่ออันแรงกล้าว่า หากผู้ใดสามารถโยนดอกบัวลงไปในเรือที่อัญเชิญองค์หลวงพ่อโต (องค์จำลอง) ประดิษฐานอยู่ได้ คำอธิษฐานของบุคคลนั้นจะประสบความสำเร็จดังหวังทุกประการ21 ภายในงานไม่ได้มีเพียงการโยนบัว แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น การประกวดขบวนเรือแห่หลวงพ่อโตทางน้ำ ขบวนเรือผ้าป่า เรือความคิดสร้างสรรค์ การแข่งขันเรือมาด การประกวดเทพีและหนุ่มสาวรับบัว ตลอดจนการร้องเพลงเหย่ยและเพลงเรือที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวน้ำอย่างลึกซึ้ง20

4.2 ประเพณีสงกรานต์พระประแดง (Songkran Phra Pradaeng)

ประเพณีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กันคือ “ประเพณีสงกรานต์พระประแดง” หรือที่ในอดีตเรียกว่า สงกรานต์ปากลัด (ปัจอะห์ต๊ะห์) ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญประจำปีของชาวไทยเชื้อสายรามัญ (มอญ) ประเพณีนี้มักจะจัดขึ้นในระยะเวลาที่ล่าช้ากว่าสงกรานต์ปกติของไทย (มักอยู่ในช่วงปลายเดือนเมษายน) โดยใช้เวลาเฉลิมฉลองกันอย่างมโหฬารหลายวัน26 เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของสงกรานต์พระประแดงคือการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมไทยและมอญเข้าด้วยกันอย่างวิจิตรบรรจง กิจกรรมที่เป็นหัวใจหลักประกอบด้วย การจัดขบวนแห่นางสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ขบวนรถบุปผาชาติ การประกวดหนุ่มลอยชาย และการรื้อฟื้นวิถีชีวิตดั้งเดิมผ่านการแต่งกายชุดมอญ26 นอกจากนี้ยังมีการละเล่นพื้นบ้านที่หาชมได้ยากอย่าง “สะบ้ามารัญ” และประเพณีแห่ปลาเพื่อนำไปปล่อย ซึ่งเป็นพิธีการทำบุญต่อชีวิตสัตว์ตามคติความเชื่อที่หยั่งรากลึกในชุมชนชาวมอญ26

5. อัตลักษณ์เชิงภูมิศาสตร์นิเวศและการเกษตร: ปลาสลิดบางบ่อ (Eco-Geographical Identity and GI Agriculture)

แม้ข้อมูลสถิติจะชี้ว่าภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนสมทบใน GPP ของจังหวัดสมุทรปราการเพียงร้อยละ 0.66 แต่ภาคส่วนนี้กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้าง “ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์” ที่เป็นสัญลักษณ์ระดับชาติ นั่นคือการเพาะเลี้ยง “ปลาสลิดบางบ่อ” ซึ่งได้รับการคุ้มครองและขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI)10

พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI สำหรับปลาสลิดบางบ่อ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี อำเภอบางเสาธง และอำเภอบางบ่อ โดยมีขอบเขตการแปรรูปครอบคลุมทั้งจังหวัด32 ประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่นี้เริ่มต้นจากการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ในอดีตเมื่อราคาข้าวตกต่ำและพื้นที่นาประสบปัญหาน้ำเค็มและน้ำกร่อยรุกล้ำ ทำให้ดินมีความเค็มจัด เกษตรกรนำโดย นายผัน ตู้เจริญ จึงได้ริเริ่มบุกเบิกการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวมาขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลาสลิด ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดท้องถิ่นที่มีความทนทานต่อสภาพน้ำ30

ความลับเชิงประจักษ์ที่ทำให้ปลาสลิดบางบ่อมีคุณภาพเหนือกว่าพื้นที่อื่น (เนื้อมีสีชมพูอ่อน รสชาติมัน หอม และไม่มีกลิ่นสาบโคลนหรือกลิ่นสาบหัวอาหาร) ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศวิทยาการเพาะเลี้ยงที่เลียนแบบธรรมชาติอย่างสมบูรณ์31 เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาสลิดบางบ่อแบบกึ่งพัฒนาจะไม่นิยมใช้หัวอาหารสำเร็จรูปในการเลี้ยงปลาในระยะเติบโตเต็มที่ แต่จะใช้วิธีการทางชีวภาพ โดยเริ่มต้นจากการตากดินในแปลงนาให้แห้งเพื่อฆ่าเชื้อโรคและเพิ่มออกซิเจน จากนั้นใช้น้ำหมักราดเพื่อลดความเป็นกรด32 เมื่อปล่อยปลาลงบ่อ (ปัจจุบันนิยมเลี้ยงพันธุ์ลายเสือและพันธุ์ลายแตงไทยที่มีลำตัวสีคล้ำแทนพันธุ์สลิดทองดั้งเดิม) เกษตรกรจะปล่อยให้ “หญ้าแพรก” หรือ “ต้นธูปฤาษี” เจริญเติบโตริมบ่อ จากนั้นจะทำการฟันหญ้าเหล่านี้ทิ้งลงไปกองไว้กลางบ่อ เมื่อหญ้าถูกแสงแดดและเริ่มกระบวนการย่อยสลาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเปื่อยยุ่ยจะกระตุ้นให้เกิด “แพลงก์ตอน” และไรแดงจำนวนมหาศาล ซึ่งจะกลายเป็นอาหารชั้นเลิศตามธรรมชาติของปลาสลิด31 กระบวนการนี้ทำให้บ่อเลี้ยงในพื้นที่บางบ่อดูรกร้างไปด้วยหญ้า แต่กลับเป็นแหล่งอาหารที่สร้างไขมันดีและกลิ่นหอมเฉพาะตัวให้กับเนื้อปลา เปรียบเสมือนการเลี้ยงไก่บ้านที่ปล่อยหากินตามธรรมชาติเทียบกับไก่เนื้อในฟาร์มปิด31

เพื่อให้ภูมิปัญญานี้ได้รับการปกป้องและพัฒนาต่อยอด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติได้ร่วมมือกับเครือข่ายจังหวัดสมุทรปราการ จัดทำระบบฐานข้อมูลปลาสลิดออนไลน์ (www.ปลาสลิดบางบ่อ.com) เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียน GI รวบรวมข้อมูลผู้เลี้ยง ผู้แปรรูป และให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการผลิตปลาสลิดแดดเดียวและปลาสลิดหอม (ซึ่งจะผลิตเฉพาะช่วงเดือนมกราคมของทุกปี) อย่างเป็นระบบ31

6. สถาปัตยกรรมเมืองและการท่องเที่ยววิถีใหม่ (Urban Architecture and Modern Tourism)

เนื่องจากสมุทรปราการมีพรมแดนติดกับกรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวในจังหวัดจึงได้รับความนิยมอย่างมากในรูปแบบการเดินทางไปเช้าเย็นกลับ (Day Trip) โดยสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเป็นการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น5

6.1 แลนด์มาร์กแห่งวิสัยทัศน์: หอชมเมืองสมุทรปราการ

เพื่อสร้างจุดศูนย์รวมแห่งใหม่สำหรับการศึกษาและดึงดูดนักท่องเที่ยว เทศบาลนครสมุทรปราการและองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ริเริ่มโครงการ “อุทยานการเรียนรู้และหอชมเมืองสมุทรปราการ” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ย่านปากน้ำ โครงการนี้ถูกออกแบบและริเริ่มแนวคิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และเริ่มการก่อสร้างจริงในเดือนกันยายน พ.ศ. 2555 โดยใช้พื้นที่กว่า 13 ไร่ ซึ่งเดิมเคยเป็นที่ตั้งของเรือนจำเก่า (พื้นที่ราชพัสดุ)36

หอชมเมืองเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2565 มีความสูงทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าถึง 179.55 เมตร รวมทั้งสิ้น 25 ชั้น ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและปากอ่าวไทยที่สูงที่สุดในภูมิภาคภาคกลาง36 จุดเด่นของสถาปัตยกรรมแห่งนี้คือหอสังเกตการณ์กระจกใสทรงกลมที่ชั้น 23 และจุดชมวิวชั้น 25 ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถรับชมทัศนียภาพแบบพาโนรามา 360 องศา ครอบคลุมตั้งแต่เส้นทางเดินเรือในโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา องค์พระสมุทรเจดีย์ ป้อมผีเสื้อสมุทร ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของคุ้งบางกะเจ้า และประติมากรรมช้างเอราวัณ37 นอกจากจุดชมวิวแล้ว ภายในอาคารยังได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ มีโซนห้องสมุด และจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ “ร้อยเป็นเรื่อง เมืองปากน้ำ” ผ่านเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟ (Interactive) ที่จำกัดผู้เข้าชมเพียง 20 คนต่อรอบ เพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงสุด การเดินทางมายังหอชมเมืองมีความสะดวกสบายอย่างยิ่งผ่านโครงข่ายรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว (สถานีปากน้ำ)36

6.2 ธรรมชาติและนกอพยพ: สถานตากอากาศบางปู

ในมิติของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ “สถานตากอากาศบางปู” ยังคงเป็นหมุดหมายอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยว สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นและ “สะพานสุขตา” ที่ทอดยาวลงไปในทะเล แต่ยังเป็นสถานที่เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สำคัญระดับภูมิภาค นั่นคือการอพยพย้ายถิ่นของฝูง “นกนางนวล” นับหมื่นตัว39

นกนางนวลที่พบส่วนใหญ่เป็น “นกนางนวลธรรมดา” (Brown-headed Gull) ซึ่งจะบินหนีความหนาวเย็นจากภูมิภาคไซบีเรีย มองโกเลีย และทิเบต ลงมายังป่าชายเลนและอ่าวไทยตอนบนของบางปู เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร39 วงจรการอพยพจะเริ่มต้นขึ้นในราวเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนของทุกปี และจะมีความหนาแน่นของฝูงนกสูงสุดในช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคมถึงมกราคม)41 ความน่าสนใจทางปักษีวิทยาที่นักท่องเที่ยวสามารถสังเกตได้คือ ในช่วงท้ายของฤดูกาล (ประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม) นกนางนวลที่โตเต็มวัยจะเริ่มผลัดขนเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ชุดขนฤดูผสมพันธุ์ (Breeding Plumage) ทำให้ขนบริเวณหัวเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลเข้ม ก่อนที่พวกมันจะบินอพยพกลับคืนสู่ถิ่นกำเนิด41 นอกจากฝูงนกนางนวลแล้ว สถานตากอากาศบางปูยังถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกริมทะเลที่ได้รับความนิยมอย่างมาก43

สมุทรปราการยังครอบครองสถานที่ท่องเที่ยวระดับแม่เหล็กอื่นๆ ที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก ได้แก่ “เมืองโบราณ” ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกบนพื้นที่กว่า 800 ไร่ ที่รวบรวมและจำลองสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์จากทั้ง 76 จังหวัดของไทยมาจัดแสดงไว้อย่างสมจริง และ “พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ” ประติมากรรมลอยตัวรูปช้างสามเศียรขนาดมหึมาที่ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรและบรรจุโบราณวัตถุอันประเมินค่ามิได้5

7. วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมและการตั้งรับปรับตัวเชิงพื้นที่ (Environmental Crisis and Climate Resilience)

ในขณะที่สมุทรปราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรม ลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำและชายฝั่งทะเล ทำให้จังหวัดนี้มีความเปราะบางสูง (Vulnerability) และต้องเผชิญกับภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมขั้นวิกฤต ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการเชิงนโยบายระดับชาติอย่างเร่งด่วน

7.1 การกัดเซาะชายฝั่งระดับรุนแรง: กรณีศึกษาบ้านขุนสมุทรจีน

พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน โดยเฉพาะบริเวณตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางวิกฤตการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย กรณีศึกษาที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือ “ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน” (หมู่ 9) ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการลดลงของตะกอนปากแม่น้ำได้อย่างชัดเจน52

ประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ของบ้านขุนสมุทรจีนในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาคือบันทึกของความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้ ข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งชี้ว่าแนวชายฝั่งได้ถูกมวลน้ำทะเลกัดเซาะลึกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แผ่นดินดั้งเดิมสูญหายไปมากกว่าร้อยละ 90 พื้นที่ของชุมชนที่เคยมีอาณาบริเวณกว้างขวางกว่า 1,000 ไร่ ปัจจุบันถูกกลืนหายไปในท้องทะเลจนเหลือไม่ถึง 100 ไร่ ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต และหลายครอบครัวต้องอพยพย้ายบ้านเรือนถอยร่นหนีน้ำทะเลมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง52 สัญลักษณ์ที่สะเทือนใจและเป็นประจักษ์พยานของวิกฤตนี้คือ “วัดขุนสมุทรทราวาส” (วัดขุนสมุทรจีน) ซึ่งในอดีตเคยตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นวัดที่ยืนหยัดอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางน้ำทะเล ต้องอาศัยการเดินบนสะพานยกสูงเพื่อเข้าถึง และถูกล้อมรอบด้วยคันกั้นคลื่นเพื่อป้องกันโครงสร้างทางศาสนาไม่ให้พังทลาย52

สถานการณ์ในอนาคตมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง นักวิชาการด้านสมุทรศาสตร์และภูมิศาสตร์ประเมินว่า หากไม่มีมาตรการรับมือเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ในอีก 20 ปีข้างหน้า แนวชายฝั่งบริเวณอ่าวตัว ก. ตลอดแนวถนนสุขุมวิทสายเก่าจะถูกกัดเซาะหายไปอีกประมาณ 1.3 กิโลเมตร และเมื่อมองในระยะยาว 50 ถึง 100 ปี แผ่นดินอาจหดตัวลึกเข้ามาถึง 6-8 กิโลเมตร ซึ่งจะส่งผลให้เส้นแนวชายฝั่งขยับประชิดหรือทำลายโครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างถนนบางนา-ตราด57 ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสูญเสียที่ดินทำกิน แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในชีวิต การสูญเสียแหล่งท่องเที่ยวทางนิเวศ และการล่มสลายของระบบป่าชายเลน53 แม้ความพยายามระดับท้องถิ่นจะมีการริเริ่มปลูกป่าโกงกางและปักไม้ไผ่เพื่อเป็นแนวกันคลื่นดักตะกอน ซึ่งช่วยชะลอความรุนแรงได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหานี้เกินขีดความสามารถของชุมชน และต้องการการบูรณาการงบประมาณและนโยบายระดับประเทศอย่างจริงจัง57

7.2 โอเอซิสของคนเมือง: การประกาศเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม “คุ้งบางกะเจ้า”

ในขณะที่พื้นที่ชายฝั่งกำลังสูญหาย พื้นที่ตอนในของจังหวัดอย่าง “คุ้งบางกะเจ้า” ในอำเภอพระประแดง กลับต้องเผชิญกับภัยคุกคามอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการแผ่ขยายของความเป็นเมือง (Urban Sprawl) จากกรุงเทพมหานคร คุ้งบางกะเจ้ามีสัณฐานเป็นกระเพาะหมูที่ถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่ 6 ตำบล (ตำบลบางกะเจ้า, บางน้ำผึ้ง, บางกระสอบ, บางยอ, บางกอบัว, และทรงคนอง) มีเนื้อที่รวม 11,819 ไร่ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น “ปอดของกรุงเทพมหานคร” หรือ Urban Oasis ที่สมบูรณ์ที่สุด60

เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แห่งนี้ถูกกลืนกินโดยโครงการอสังหาริมทรัพย์และนิคมอุตสาหกรรม คณะรัฐมนตรีและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้ประกาศใช้กลไกทางกฎหมายขั้นสูงสุดตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดให้คุ้งบางกะเจ้าเป็น “พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม”60

ข้อกำหนดทางกฎหมายดังกล่าวมีความเข้มงวดและมีผลบังคับใช้ครอบคลุมกิจกรรมการก่อสร้างแทบทุกประเภท ดังสรุปในตารางด้านล่าง

มาตรการคุ้มครองพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า รายละเอียดข้อห้ามและข้อจำกัดทางกฎหมาย
การจำกัดประเภทอาคาร ห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนอาคารเป็นโรงงาน (ยกเว้นสร้างทดแทนของเดิม), โรงแรม, อาคารชุด (คอนโดมิเนียม), และท่าเทียบเรือสำราญ61
การควบคุมความสูง อาคารทั่วไปจำกัดความสูงไม่เกิน 9 เมตร หากเป็นสถาปัตยกรรมทรงจั่ว ทรงปั้นหยา หรือทรงไทย อนุโลมให้สูงได้ไม่เกิน 12 เมตร61
การจำกัดพื้นที่เชิงพาณิชย์ การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสร้างบ้านจัดสรรหรือประกอบพาณิชยกรรม ต้องมีสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 15 ของที่ดินในแต่ละตำบล60
การรักษาระบบนิเวศชายฝั่ง ห้ามทำผนังคอนกรีตริมฝั่งคูคลอง และห้ามถม ปรับ หรือปิดกั้นลำกระโดงและแหล่งน้ำสาธารณะที่ทำให้น้ำตื้นเขิน60
การอนุรักษ์พันธุ์พืช กำหนดให้พื้นที่ว่างต้องมีการส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้นที่เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองไม่น้อยกว่าร้อยละ 5061
สรุปข้อกำหนดการใช้ที่ดินในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมคุ้งบางกะเจ้า เพื่อรักษาระบบนิเวศพื้นที่สีเขียว60

นอกจากการใช้มาตรการทางกฎหมาย ยังมีการบูรณาการความร่วมมือเชิงรุกผ่านโครงการ “OUR Khung BangKachao” ซึ่งดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา โดยเป็นการผนึกกำลังขององค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 34 องค์กร (เช่น ปตท., GC, เชลล์)63 โครงการนี้มีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนา 6 มิติอย่างยั่งยืน ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำ การจัดการขยะ การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาเยาวชนและวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน63

ตัวอย่างนวัตกรรมทางสังคมที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากโครงการนี้ คือระบบการจัดการขยะพลาสติกอย่างครบวงจร ภายใต้การนำของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ที่ร่วมมือกับ “วัดจากแดง” (โดยพระมหาประนอม ธัมมาลังกาโร) โครงการนี้นำขยะขวดพลาสติก PET (Polyethylene Terephthalate) ที่ถูกทิ้งในชุมชนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัปไซคลิง (Upcycling) โดยทอเป็นเส้นใยสังเคราะห์ผสมกับเส้นใยฝ้ายเพื่อผลิตเป็น “จีวรรีไซเคิล” สำหรับพระสงฆ์ ความสำเร็จนี้ไม่ได้หยุดเพียงแค่ของใช้ทางศาสนา แต่ยังถูกนำไปจัดแสดงในงานแฟชั่นระดับประเทศอย่าง Siam Paragon Bangkok International Fashion Week 2024 (ร่วมกับแบรนด์ ISSUE) สร้างมูลค่าการรับรู้ (PR Value) สูงถึง 10.5 ล้านบาท และเป็นต้นแบบในการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างแท้จริง64

7.3 การบริหารจัดการมลพิษทางน้ำและการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม

ปัจจัยกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดของสมุทรปราการคือปัญหาคุณภาพน้ำ ด้วยจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมหลายพันแห่งที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำและลำคลองสาขา การลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะจึงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำลายระบบนิเวศบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง73 ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำ (WQI) ของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างชี้ให้เห็นว่า ค่าความสกปรกในรูปสารอินทรีย์ (BOD) และแอมโมเนียในหน่วยไนโตรเจนพุ่งสูงขึ้นจากการชะล้างมลพิษจากชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) มักลดลงจนอยู่ในเกณฑ์วิกฤต74

เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกระดับความเข้มงวดทางกฎหมายขั้นสูงสุด ด้วยการออก “ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดให้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ พ.ศ. 2566” ซึ่งมีผลบังคับใช้ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด (ตั้งแต่ตอนกลางประเทศจนถึงสมุทรปราการและกรุงเทพฯ)75 สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้คือการควบคุมและจำกัดระยะห่างในการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ริมแม่น้ำ โดยเฉพาะบริเวณจุดเสี่ยงปากคลองที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษสูง เช่น อุตสาหกรรมฟอกหนังในตำบลบางปูใหม่77 ในระดับการปฏิบัติงานท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการได้เตรียมการทางวิศวกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำเสียควบคู่กัน โดยมีความพยายามในการปัดฝุ่นรื้อฟื้น “อุโมงค์บำบัดน้ำเสียคลองด่าน” ซึ่งเป็นอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลาง 120-150 เซนติเมตร กลับมาใช้ประโยชน์ในการพร่องน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของจังหวัดให้มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น80

8. ยุทธศาสตร์เมืองอัจฉริยะ (Smart City): การผสานเทคโนโลยีสู่ผังเมืองอนาคต

เพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในสมุทรปราการได้จัดทำ “แผนพัฒนาเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ (Smart City) (พ.ศ.2566-2570)” โดยมีเป้าหมายวิสัยทัศน์สูงสุดคือการมุ่งสู่การเป็น “เมืองอัจฉริยะเศรษฐกิจดิจิทัล ชีวิตสะดวกมีคุณภาพพัฒนาความรู้ บ้านเมืองสะอาดปลอดภัย ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ”5

โครงสร้างการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของสมุทรปราการ ขับเคลื่อนภายใต้ 7 เสาหลักทางเทคโนโลยี ดังนี้:

เสาหลักเมืองอัจฉริยะ (Smart City Pillars) เป้าหมายการบูรณาการเทคโนโลยี
Smart Mobility (การสัญจรอัจฉริยะ) พัฒนาระบบจราจรและการขนส่งมวลชนให้เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความแออัด
Smart Community (ชุมชนอัจฉริยะ) ยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชากรผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
Smart Economy (เศรษฐกิจอัจฉริยะ) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมผ่านนวัตกรรม
Smart Environment (สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ) บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ขยะ และอากาศอย่างเป็นระบบด้วยเทคโนโลยีเรียลไทม์
Smart Governance (การปกครองอัจฉริยะ) สร้างความโปร่งใสและเปิดแพลตฟอร์มข้อมูล (Open Data) ให้ประชาชนตรวจสอบและมีส่วนร่วม
Smart Building (อาคารอัจฉริยะ) ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและสถาปัตยกรรมที่ประหยัดพลังงาน
Smart Energy (พลังงานอัจฉริยะ) บริหารจัดการโครงข่ายพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
โครงสร้าง 7 เสาหลักในการพัฒนาสมุทรปราการสู่เมืองอัจฉริยะ5

ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมที่สุดภายใต้แผนนี้คือการขับเคลื่อนเสาหลัก สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) โดยได้ริเริ่มโครงการต้นแบบการพัฒนาและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในคลอง (Smart Water Management) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) มาประยุกต์ใช้อย่างเต็มรูปแบบ กลไกการทำงานของระบบนี้ออกแบบให้เป็นสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีแบบรวมศูนย์ที่บูรณาการตั้งแต่การรับรู้ปัญหาไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย

ระบบนี้ทำงานโดยเริ่มจากการติดตั้งเซนเซอร์ IoT และกล้องวิดีโออัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับ AI บริเวณริมคลองในจุดยุทธศาสตร์ กล้องวิดีโอเหล่านี้จะทำการวิเคราะห์ภาพแบบเรียลไทม์เพื่อตรวจจับการสะสมของ “ผักตบชวา” หรือสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อคาดการณ์การอุดตันของท่อระบายน้ำล่วงหน้า ในขณะที่เซนเซอร์ IoT จะทำหน้าที่วัดค่าทางเคมีและกายภาพของน้ำ เช่น ระดับตะกอนเลน อัตราการไหล ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) และค่าความสกปรก (BOD) ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้จะถูกสตรีมมิ่งกลับไปยังแดชบอร์ดประมวลผลส่วนกลางบนคลาวด์ (Cloud Dashboard)

เมื่อ AI ตรวจพบว่าค่าคุณภาพน้ำลดลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือพบการระบายสารเคมีปนเปื้อน ระบบจะตอบสนองโดยอัตโนมัติในหลายระดับ ประการแรกคือการสั่งการเครื่องเติมอากาศและระบบบำบัดน้ำเสียแบบเคลื่อนที่ให้เข้าไปฟื้นฟูพื้นที่วิกฤตทันที ประการที่สองคือการแจ้งเตือน (Alert) ผ่านแอปพลิเคชันไปยังชุมชนริมคลองเพื่อให้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ และประการที่สำคัญที่สุดคือ ระบบจะรวบรวมข้อมูลคุณภาพน้ำและประทับเวลา (Time-stamp) อย่างแม่นยำ เพื่อส่งมอบเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ นำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดกับโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นต้นกำเนิดการปล่อยมลพิษ85

การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะเหล่านี้ สอดรับอย่างยิ่งกับวิสัยทัศน์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของสมุทรปราการให้ก้าวไปสู่การเป็น “เมืองยืดหยุ่น” (Resilient City) และ “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) ซึ่งมีขีดความสามารถในการดูดซับน้ำและรับมือกับวิกฤตความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้อย่างเบ็ดเสร็จและทรงประสิทธิภาพ5

9. บทสรุป (Conclusion)

จังหวัดสมุทรปราการคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนและสมบูรณ์ที่สุดของ “พลวัตแห่งการพัฒนาที่ต้องรักษาสมดุล” (Balanced Dynamics of Development) ในบริบทของประเทศไทย ในขณะที่พื้นที่แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจและศูนย์กลางลอจิสติกส์ที่ผลิตเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศมหาศาลผ่านนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือที่มีมูลค่าการลงทุนกว่าหลายแสนล้านบาท10 พื้นที่เดียวกันนี้ยังต้องแบกรับภาระหนักในการทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางระบบนิเวศและเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ตั้งแต่การปกป้องพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมระดับชาติอย่างคุ้งบางกะเจ้า60 การเผชิญหน้ากับแนวรบด้านการสูญเสียแผ่นดินจากการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่บ้านขุนสมุทรจีน52 ไปจนถึงการสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันวิจิตรผ่านประเพณีรับบัวแห่งบางพลี และการรักษาภูมิปัญญาเชิงนิเวศวิทยาผ่านการเพาะเลี้ยงปลาสลิดบางบ่อ22

ความท้าทายในทศวรรษหน้าของสมุทรปราการ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเร่งอัตราการเจริญเติบโตของ GPP เพื่อแข่งขันในภาคการผลิตเท่านั้น แต่คือความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล (Smart City) เข้ามาบริหารจัดการผังเมืองและแก้ไขผลกระทบเชิงลบจากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการจัดการน้ำเสียอย่างเด็ดขาดด้วยหลักฐานทางข้อมูล (Data-Driven Enforcement)76 การประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อออกแบบภูมิทัศน์เมืองใหม่ที่ประชาชนดั้งเดิมและอุตสาหกรรมหนักสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน จะเป็นมาตรวัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดอนาคตของปราการด่านหน้าแห่งนี้ ให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่มหานครเศรษฐกิจดิจิทัลและเมืองคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ผลงานที่อ้างอิง

1. สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ – จังหวัดสมุทรปราการ

2. ข้อมูลทั่วไป – :: (Cloud)สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด :: :: Minis

3. ข้อมูลทั่วไปจังหวัด – samutprakan

4. จังหวัดสมุทรปราการ – วิกิพีเดีย

5. หน้าหลัก – Samut Prakan – Smart City Data Platform Thailand โดย depa

6. บทที่3 ศักยภาพของจังหวัดสมุทรปราการ

7. ที่ตั้งและอาณาเขต – จังหวัด สมุทรปราการ

8. ลักษณะภูมิประเทศ – สมุทรปราการ – WordPress.com

9. อุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based Industry) สาขาอาหาร “สมุทรปราการ“

10. ข้อมูลพืนฐานเศรษฐกิจจังหวัด สมุทรปราการ

11. paper21 – หน้าหลัก – กรมพัฒนาที่ดิน

12. “กนอ.” ผนึก “อารยะ แลนด์ฯ”ปักหมุดทำเลทองผุด “นิคมฯ อารยะ”รับอุตฯแห่ง

13. สมุทรปราการ โรงงานอุตสาหกรรมเยอะขนาดไหน!!! – ThaiPublica

14. Navy On Tour EP.18 ป้อมพระจุลจอมเกล้า – YouTube

15. ป้อมพระจุลจอมเกล้า

16. ป้อมพระจุลจอมเกล้า – วิกิพีเดีย

17. จากปากน้ำถึงสมุทรปราการ เมืองหน้าด่านชายทะเล – มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะ

18. ย้อนตำนานประเพณีรับบัวโยนบัว วิถีท้องถิ่นชาวบางพลี – ท่องเที่ยว

19. สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรปราการ – ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น

20. ประเพณีรับบัว – วิกิพีเดีย

21. ประเพณีรับบัว สมุทรปราการ – Maybis Hotel

22. ประเพณีรับบัว (Rap Bua Festival) อัตลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกแห่งลุ่มน้ำบางพลี

23. ประเพณีรับบัว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ – งานบุญประจำปี

24. ประเพณีรับบัว ตำนานชาวบางพลีที่สืบทอดยาวนาน – บุญรักษาสังฆทาน

25. ประเพณีโยนบัว | ประเพณีไทย ๔ ภาค

26.

27. ประเพณีและวัฒนธรรม : Nonthaburi Province – จังหวัดนนทบุรี

28. สงกรานต์พระประแดง 2569 – Thailand Festival

29. ประเพณีแห่ปลาของชาวพระประแดง – Maybis Hotel

30. ปลาสลิด ปลาประจำจังหวัดสมุทรปราการ

31. ไขข้อข้องใจ ทำไม ‘ปลาสลิดบางบ่อ’ ถึงอร่อย by KRUA.CO

32. “ปลาสลิดบางบ่อ” GI ติดปีกภูมิปัญญาชาวบ้าน – เรื่องเล่าข่าวเกษตร

33. “ปลาสลิด” ที่อร่อย ทำไมถึงต้องเป็น “ปลาสลิด บางบ่อ”

34. การจัดการความรู้กลุ่มอนุรักษ์ปลาสลิด อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

35. สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดสมุทรปราการ

36. หอชมเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย – Palanla

37. [รีวิว] เที่ยวหอชมเมืองสมุทรปราการพร้อมจุดไฮไลท์และกิจกรรมแนะนำ

38. หอชมเมืองสมุทรปราการ จุดชมวิวเมืองปากน้ำ 360 องศา – theTripPacker

39. เที่ยวบางปู ดูนกนางนวล ณ สถานตากอากาศบางปู สมุทรปราการ

40. อากาศดีเดินเที่ยว “บางปู” ดูนกอพยพ ชมตะวันตกดิน – ผู้จัดการออนไลน์

41. ชมฝูงนกนางนวลคลองตาก๊ก ริมอ่าวไทยบางปู ในช่วงสุดท้ายของฤดูกาล

42. นกนางนวลบางปูมาเดือนไหน? อัปเดตล่าสุด 13 พ.ย. 2568 + เวลาเหมาะไปดู

43. 5 ที่เที่ยวสมุทรปราการ ธรรมชาติสวยๆ เที่ยวใกล้กรุงเทพ งบน้อยก็เที่ยวได้

44. สถานตากอากาศบางปู … หนึ่งวันปลายฤดูร้อน ก่อนนางนวลจะบินลับ กลับถิ่น

45. สถานตากอากาศบางปู ดูนกนางนวล ช่วงเดือนตุลานี้นกมายังคะ – Pantip

46. เริ่มมาแล้ว! ฝูงนกนางนวลที่บางปู พร้อมชมพระอาทิตย์ตก ตลอดเดือน ต.ค.

47. เริ่มมาแล้ว! ฝูงนกนางนวลที่บางปู พร้อมชมพระอาทิตย์ตก ตลอดเดือน ต.ค.

48. Muang Boran Museum – เมืองโบราณ พิพิธภัณฑ์เอกชนกลางแจ้ง ที่ใหญ่

49. หอชมเมือง สมุทรปราการ พร้อมการเดินทาง ไปง่าย วันเดียวก็เที่ยวทั่ว

50. พาชมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ | ที่เที่ยวสมุทรปราการ สุดอลังการ – YouTube

51. วันเดียว..เที่ยวสมุทรปราการ (พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ, เมืองโบราณ, บางปู)

52. ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน กับแผ่นดินไทยที่หายไป ด่านหน้าวิกฤตกรุงเทพฯจมน้ำ

53. กรณีศึกษา : ปัญหา ‘น้ำกัดเซาะชายฝั่ง’ – Environment geography

54. บ้านขุนสมุทรจีน – วิกิชุมชน

55. “ขุนสมุทรจีน ชีวิตจริงท่ามกลางคลื่นที่กลืนทุกสิ่ง” | KEEP THE WORLD

56. “บ้านขุนสมุทรจีน” วิถีชีวิตที่ไม่แน่นอน ผลกระทบจากโลกรวน – ไทยรัฐ

57. “กัดเซาะชายฝั่ง” ยังรุนแรง บางปู – ถ.สุขุมวิทสายเก่า เสี่ยงหายไปภายใน 20 ปี

58. ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ชุมชนขุนสมุทรจีน (13 ก.ค. 62) – YouTube

59. เที่ยวไม่ไกล…ไปด้วยกัน บ้านขุนสมุทรจีน (แผ่นดินที่กำลังจะหายไป)

60. ประกาศ “คุ้งบางกระเจ้า” 11,819 ไร่ เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม – มติชนสุด

61. ประกาศเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมคุ้งบางกะเจ้า | Thai PBS News ข่าวไทยพีบี

62. ประกาศคุ้มครองสิ่งแวดล้อมพื้นที่ ‘คุ้งบางกะเจ้า’ คลุม 6 ตำบล ห้ามก่อสร้าง

63. โครงการเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยน้อมนำศาสตร์พระ

64. กิจกรรมพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระ

65. ไฟเขียว ‘บางกะเจ้า’ พื้นที่คุ้มครองสวล. ครม.อนุมัติหลักการ – ล้อมคอกก่อสร้างมั่ว

66. สผ.ประกาศ ‘คุ้งบางกระเจ้า’ พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม 7 มิ.ย. | The Bangkok

67. เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “OUR Khung Bang

68. 6 คณะทำงาน โครงการ OUR Khung BangKachao (คุ้งบางกะเจ้า) | RYT9

69. 34องค์กรใหญ่ ผนึก 6 ชุมชนคุ้งบางกระเจ้า พัฒนา 6 มิติ ตอบโจทย์ศก.-สังคม

70. รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกิจกรรมปลูกป่าพัฒนาพื้นที่สีเขียวในความ

71. เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานคณะกรรมการกำกับการดำเนินงาน

72. โครงการ Our Khung Bangkachao | PTT Global Chemical

73. กมธ.อุตสาหกรรมวางมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากโรงงานในสมุทรปราการ

74. รายงานสถานการณ์คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน พื

75. ก.อุตฯ เน้นจุดยืน กำกับโรงงานควบคู่ดูแลแหล่งน้ำ ออกประกาศ กำหนดแม่น้ำ

76. โรงงาน 9 จังหวัดรักษ์เจ้าพระยา – ไทยรัฐ

77. ก.อุตฯคุมเข้มตั้งรง.ริมแม่น้ำ 6 สาย แก้กฎกระทรวงคุมระยะห่าง 2 กม.ห้ามสาร

78. พบโรงงานปล่อยน้ำเสียลงทะเลสมุทรปราการ

79. ก.อุตฯ ใช้มาตรการ 4 ด้าน ดิน น้ำ ลม ไฟ คุมเข้มด้านสิ่งแวดล้อมรอบโรงงานทั่ว

80. นายกตู่ นันทิดา ปัดฝุ่นอุโมงค์บำบัดน้ำเสียคลองด่าน ใช้ป้องกันน้ำท่วม

81. แผนพัฒนาเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ (Smart City) (พ.ศ.2566-2570) อบต.ผาสุก

82. แผนการพัฒนาเมืองน าอยู อัจฉริยะ (Kor Smart City) (พ.ศ. 2566

83. สมุทรปราการสมาร์ทซิตี้ – จังหวัดสมุทรปราการ – Samut Prakan Province

84. เมืองอัจฉริยะ (Smart City) คืออะไร และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

85. สมุทรปราการสมาร์ทซิตี้ – โครงการต้นแบบการพัฒนาและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ

86. พลิกผังเมืองไทยสู่ดิจิทัล! “พงษ์นรา” เผยยุทธศาสตร์ Smart City สู้ภัยพิบัติ

📍 ร้านใกล้ฉัน.com